Back to the Future with Nikon DF
…Nikon DF สุดหล่อ .. กล้องออกมา 3 ปีแล้ว เพิ่งจะได้มีโอกาสจับ และใช้งานแบบจริง ๆ จัง ๆ .. พอมีเวลาว่าง ๆ เลยขอบรรยายสรรพคุณของเจ้า DF นี่ซะหน่อย.. เพราะได้โอกาสจากทาง Nikon Thailand ให้ได้มาลองทดสอบ และใช้งานดู.. จึงขอมาเขียนรีวิวถึงเจ้า DF แบบเบา ๆ สบาย ๆ เผื่อใครจะอ่านเล่นกัน เพราะอาจไม่ได้ลงลึกรายละเอียดสเปคอะไรมาก โดยจะเน้นไปที่ความรู้สึกระหว่างพกกล้องตัวนี้ออกทริปไปเที่ยวด้วยทำงานด้วยที่สังขละบุรี และ จ.สงขลา ..
…มาดูกันว่าดีไซน์ที่โดนใจใครหลาย ๆ คนที่ชอบความคลาสสิค และโหยหาอะไรที่ดูย้อนยุค แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการคุณภาพในระดับที่เจ๋ง และมั่นใจได้ว่าคุณภาพจะต้องเข้าขั้นมาตรฐานดีเยี่ยม .. จึงเป็นที่มาของการผสมผสานกันระหว่างรูปทรงสไตล์กล้องฟิล์มโบราณ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ของดิจิตอล ตรงตามคอนเซปท์คำว่า Digital Fusion ที่มาของชื่อรุ่น Nikon DF
…DF ตัวนี้มาในรูปแบบดีไซน์ย้อนยุคอย่างที่เห็นกัน ความละเอียด 16.2 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ CMOS ขนาด Full Frame เท่ากับ Nikon D4 รุ่นใหญ่ ดังนั้นเรื่องไฟล์ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องระบบจัดการน๊อยส์ คุณภาพต่าง ๆ ไว้ใจได้สบาย… ก็หยิบมาถ่ายด้านหน้า และด้านหลังที่เป็นจอมอนิเตอร์ให้ดู ..
…เจ้า DF ตัวนี้จะเป็นกล้องที่อยู่ในสโลแกนว่า “Pure Photography” คือเน้นไปสำหรับการถ่ายรูปล้วน ๆ เลย ดังนั้นเรื่องการปรับค่ากล้องต่าง ๆ ก็จะอยู่ที่ตัวกล้องด้านบนตามที่เห็นในภาพ .. และสิ่งที่ไม่ได้ให้มาเพื่อให้คงคอนเซปท์ Pure Photography ก็คือ Nikon DF ไม่มีโหมดถ่ายบันทึกภาพวิดีโอภาพเคลื่อนไหว .. เรียกว่าไหน ๆ ก็อยากย้อนยุคกันแล้วก็ถ่ายรูปกันอย่างเดียวไปเลย .. ซึ่งจุดนี้ก็แล้วแต่ใครจะชอบ หรือไม่ชอบก็ไม่ว่ากัน
…ตัวเลนส์ที่เป็นชุด Kit ของเจ้า DF ก็จะเป็นเลนส์ AF-S NIKKOR 50mm f/1.8G (Special Edition) คือออกแบบมาเพื่อเจ้าตัวนี้เลย ไหน ๆ กล้องจะหล่อแล้วเลนส์ก็ต้องหล่อด้วยว่าแล้วนิคอนก็ใส่วงแหวนสีเงิน ให้มีลักษณะเหมือนเลนส์รุ่นเก่า พอมาผนึกกันปุ๊บหล่อปั๊บทันที..
…และเพื่อเสริมความหล่อให้ลงตัวเข้ากันไปอีกผมจึงได้นำเลนส์ AF DC-Nikkor 135mm f/2D มาอีกตัวเพื่อใช้เป็นเลนส์เทเลซูมสำหรับการเดินทาง ก็อาจจะอึดอัดไปสักหน่อยเพราะเป็นเลนส์ระยะเดี่ยว แต่กับการเดินทางแบบสบาย ๆ แค่นี้ก็เหลือ ๆ แล้ว … แต่เอาจริง ๆ สาเหตุที่เลือกเลนส์ตัวนี้มาสำหรับทริปด้วยก็เพราะหน้าตามันเข้ากับ DF ได้อย่างหล่อเหลาไม่แพ้ 50 1.8G รุ่นใหม่เลยก็ว่าได้
…อย่างที่บอกไปว่าการปรับโหมด ค่ากล้องต่าง ๆ จะอยู่ด้านนอกแทบทั้งสิ้นทั้งการปรับ ISO และการชดเชยแสงที่ด้านซ้ายของกล้อง และปรับโหมดการถ่ายภาพ และสปีดชัตเตอร์ รวมทั้งปุ่มเปิดปิดที่ฝั่งขวา.. สำหรับความเท่ที่เน้นกันแบบสุด ๆ ของเจ้า DF อีกอย่างก็คือนอกจากจะไม่มีโหมดวิดีโอให้ถ่ายภาพเคลื่อนไหวแล้ว โหมดอัตโนมัติ Scene ต่าง ๆ ก็ไม่มีครับ .. จะมีเพียงแค่ M A S P เรียกว่ากลับสู่สามัญอย่างจริงจัง
…เห็นหน้าค่าตากันไปคร่าว ๆ แล้วคราวนี้เราลองไปดูภาพที่ผมถ่ายมากันกับทริปเดินทางสู่สังขละบุรี และสงขลา ..
FUSION WITH 14-24mm f/2.8G ED
…4 ใบนี้ผมผนึกร่าง DF กับเลนส์มุมกว้าง 14-24 มม. ก็ไม่มีผลอะไรให้คลางแคลงใจ จะมีก็เพียงหน้าตาตอนที่เข้ากับ DF มันดูขัด ๆ เพราะด้วยสีของเลนส์ที่ดำสนิทมันเลยดูไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่นัก กับเจ้าบอดี้ DF ที่เป็นสีเงิน (จริง ๆ DF ก็ออกมาด้วยกัน 2 รุ่น คือสีดำ และสีเงิน) แต่ที่ผมเลือกสีเงินเพราะมันดูหล่อ และค่อนข้างได้อารมณ์กล้องฟิล์มโบราณมากกว่า
…คุณภาพไฟล์ก็อย่างที่เห็นว่าเนียนอยู่แล้ว ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่เจ๋ง ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของนิคอนอย่าง Active-D Lighting ใน DF ก็มีมาด้วยเหมือนกัน .. ดังนั้นเรื่องเรียกรายละเอียดสีสันความมืดความสว่างมิติของภาพนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องกลัว
FUSION WITH 50mm f/1.8G (Special Edition)
…จากเลนส์กว้างก็มาใส่เลนส์ 50 1.8G ตัวที่เข้าคู่กันกับบอดี้ คือด้วยความที่เป็นเลนส์ช่วงนี้ก็อาจเหมาะกับการถ่ายภาพแบบอาร์ท ๆ แนว ๆ ไปในตัวด้วยระยะที่ไม่ไกล ไม่ใกล้จนเกินไป ก็ทำให้การเดินทางการถ่ายรูปนั้นสนุกยิ่งขึ้น และที่สำคัญน้ำหนักที่เบาลงไปเยอะหากเทียบกับ DSLR ทรงใหญ่
…แม้จะเป็นเลนส์ช่วง 50 มม. แต่สำหรับผมแล้วอยู่ที่มุมมองครับ ไม่ว่าจะเป็นวิว คน สิ่งของ อย่างวิวภาพน้ำตก หรือจะวิวกว้าง ๆ อย่างภาพเรือแล่นที่สังขละบุรี หรือจะอย่างภาพสะพานซองกาเลีย และภาพเด็ก.. ข้อสำคัญก็คือการเลือกรูรับแสง ระยะชัด ให้ลงตัวอย่างที่เราต้องการ จะให้ชัดทั้งภาพ หรือชัดหน้าเบลอหลังก็อยู่ที่เราแล้วครับ
…แต่ที่แน่ ๆ แน่กว่าแช่แป้ง แช่อิ่มก็คือ DF ใส่กับ 50 1.8 ตัวนี้แล้ว “โคตรหล่อ” ครับ…
…ถ่ายแต่กลางวันก็อาจดูเป็นการทดสอบแบบทั่วไป แล้วก็ลองมาเทสกับภาพช่วงหัวค่ำ และกลางคืนดูบ้าง
– ภาพแรกที่สะพานไม้ซึ่งภาพนี้ผมยังใช้เลนส์ 50 มม. ตัวเดิม เลือกรูรับแสงแคบ ๆ เปิดสปีดไว้เท่าที่รอว่าพอดี .. ได้แฉกไฟงาม ๆ ได้สบาย ๆ เลยครับ.. ส่วนเรื่องน๊อยส์ภาพสะพานไม้นี้อยู่ที่ ISO 640
– ภาพสองตลาดงานเทศกาล.. ภาพนี้ ISO 1600 ครับ .. ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด .. สบายใจหายห่วงน้องน๊อยส์ยังไม่เห็นให้เกะกะสายตา
– ภาพสามที่ตลาดสังขละตอนกลางคืน ภาพนี้ ISO 3200 ถ้าอยากเห็นน๊อยส์จริง ๆ ก็ต้องซูมภาพดูแหละครับ อีกอย่างการใช้งานสำหรับแค่โพสลงเวปนั้นทำให้เราสบายใจได้เลยว่า ISO สูงในที่มืดสำหรับกล้องตัวนี้เป็นเรื่องเล็กมาก
FUSION WITH 135mm f/2D
…มาถึงเลนส์ตัวสุดท้ายที่ผมติดไปด้วยกับการเดินทางทั้ง 2 จังหวัดนี้ 135 มม. แม้จะเป็นเลนส์ระยะเดี่ยว แต่อย่างที่บอกไปครับ ถ้าเรายืนถูกระยะถูกจังหวะเรื่องจะได้ภาพอย่างที่เราตั้งใจให้ออกมานั้นไม่ใช่เรื่องยาก.. ถ่ายได้ทั้งคนที่อยู่ไกล ๆ ลดอาการเขินของตัวแบบ พอมีระยะห่างมากขึ้นความเกร็งก็น้อยลงตาม ภาพออกมาก็ดูงดงามไปอีกฟิวล์
…เลนส์ 135 มม. เอามาถ่ายภาพวิว สำหรับคนที่ไม่ชินอาจจะรู้สึกอึดอัด เพราะมันซูมไม่ได้ .. ซึ่งถ้าไม่เป๊ะจริง ๆ แล้ว โดยมากเราก็ซูมเข้าซูมออกเลือกขนาดกรอบ เลือกองค์ประกอบวางสัดส่วนจนพอใจ แต่พอเป็นเลนส์ที่ซูมไม่ได้หากไม่นับว่าต้องเดินหน้าถอยหลังเองแล้ว มองตรงไหนก็คือต้องตรงนั้นเลย.. แต่หากมีเวลาเราลองเพิ่มเวลาอีกนิดองค์ประกอบภาพ ระยะของภาพที่เราอาจไม่ได้คิดไว้ก็อาจทำให้เราได้ภาพที่ถูกใจมาได้เหมือนกัน
…ทีนี้มาถึงบทสรุปส่วนตัวของผมที่มีต่อเจ้า DF ตลอดการใช้งาน 2 ทริปที่ได้อยู่ขลุกด้วยกันทั้งวัน.. ก็ว่าไปตามนี้ครับ
• สิ่งที่ชอบ •
1. เบา สะดวก พกง่าย กะทัดรัด
2. เรื่องคุณภาพไฟล์ไม่มีอะไรต้องกังวลแม้แต่น้อย
3. ความหล่อที่มีมากกว่ากล้องทั่วไป ด้วยขนาดที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่า Mirrorless ทำให้ดูจริงจังขึ้น
4. ให้ความรู้สึกในการเดินทางเพลินขึ้นเยอะ
• สิ่งที่ไม่ชอบ •
1. เสียงโฟกัสเบามาก(แม้จะปรับเป็นสูงสุดแล้วก็ตาม) ผมเป็นพวกถ้าไม่ได้ยินเสียงโฟกัสแล้วจะคาใจมาก
2. ตัวปรับรูรับแสงด้านหน้านั้นหมุนค่อนข้างลำบาก ไม่ถนัดเท่าที่ควร
3. แบตเตอรี่แสดงเปอร์เซ็นต์การใช้งานจะเป็นรูปสัญลักษณ์ ไม่มีบอกเป็นเลขเปอร์เซ็นต์ Battery Info เหมือนกล้องหลาย ๆ รุ่น อาจทำให้การคาดคะเนแบตเตอรี่พลาดได้
4. ใส่การ์ดได้ 1 Slot (จริง ๆ ก็ถือว่าเป็นปกติ) เพียงแต่กับคนที่เคยชินกับการมี 2 Slot มันอุ่นใจกว่า
…สรุปเป็นข้อ ๆ ไปคร่าว ๆ แล้ว..ก็ขอแสดงความคิดเห็นหน่อยผมว่าสำหรับเจ้า DF ตัวนี้ใครเห็นก็ต้องหลงรักในรูปทรงในความหล่อความเท่ของมัน ถ่ายรูปไม่เป็นเอามาถือไว้ก็ยังดูหล่อ.. ที่สำคัญมันเป็นเหมือนกล้องที่ลดความหนักหน่วงจากพวก DSLR บอดี้หนา ๆ ลงไปค่อนข้างเยอะ ในขณะที่ยังดูมีความจริงจังมากกว่าพวก Mirrorless รูปทรงเล็ก ๆ (ไม่นับเรื่องคุณภาพไฟล์นะครับ เพราะ Mirrorless ปัจจุบันหลายยี่ห้อ หลายรุ่นก็ทำออกมาได้ดีแบบอึ้งทึ่งเสียวไปได้เหมือนกัน)
…ส่วนตัวแล้วผมว่า DF คือรอยต่อที่ผสมผสานระหว่างอดีต และปัจจุบันมาผนึกไว้ด้วยกัน .. ชอบบอดี้ที่ดูคลาสสิคโบราณ แต่คุณภาพไฟล์ก็ต้องการเทพ ๆ ไม่อยากได้ไฟล์คุณภาพต่ำ .. หากเทียบให้เห็นภาพก็คงเหมือนกับที่เรา ๆ โหยหาอดีตชอบคิดถึงสมัยก่อน อยากไปเที่ยวอะไรที่ดูเก่า ๆ นั่งในร้านกาแฟเก่า ๆ แต่ขอให้มีอินเตอร์เนทวายฟาย มีสัญญาณโทรศัพท์ 4G ให้ได้ทันโลกทันเหตุการณ์.. ผมว่า Nikon DF ก็น่าจะเป็นภาพประมาณนี้ได้เลย …
••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••